ฟื้นฟูสภาพจิตใจหันมาใส่ใจคนรอบข้างด้วย Social Media Detox

เคยหันมาสังเกตกันบ้างไหมว่า ครั้งสุดท้ายที่เราอยู่ห่างจากสมาร์ทโฟนหรือโซเชียลมีเดียคือเมื่อไหร่ บางครั้งอาจจะตอนอาบน้ำ บางครั้งอาจจะตอนทำอาหารหรือแม้กระทั่งตอนนอนพักผ่อน แต่เชื่อหรือไม่ว่า จากการสอบถามกว่าร้อยละ 80 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนพบว่า พวกเขาแทบจะจดจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ห่างจากการเล่นโซเชียลมีเดียหรือสมาร์ทโฟนจริง ๆ จัง ๆ นั้นคือเมื่อใด

                โดยผลการสำรวจจากในปี 2561 ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์พบว่า ผู้ใช้บริการสมาร์ทโฟนในประเทศไทยใช้เวลาอยู่กับอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยโดยประมาณถึง 10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเรื่องนี้หากมองผิวเผินอาจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย แต่ต้องไม่ลืมว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจก่อให้เกิดปัญหาและสร้างผลกระทบที่ตามมาต่อความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวหรือคนรอบข้าง รวมถึงการใช้ชีวิตในแต่ละวันได้เป็นอย่างมาก

                ถึงเวลาหรือยัง ที่เราควรหันมาใส่ใจกับปัญหาการติดโซเชียลมีเดียหรือสมาร์ทโฟนให้มากขึ้น ?

                จากผลการวิจัยที่จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในต่างประเทศพบว่า ขณะที่เรากำลังใช้บริการอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียอยู่นั้น กลไกการทำงานของสมองจะทำการหลั่งสารโดพามีนออกมา โดยสารที่ว่าจะช่วยทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข แต่หากในภายหลังสมองไม่ได้รับการกระตุ้นซ้ำจากพฤติกรรมดังกล่าว สารก็จะหยุดทำงาน ทำให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิดได้ง่าย หรือในบางรายอาจมีโอกาสที่จะเกิดอาการซึมเศร้า ซึ่งวิธีที่จะช่วยลดปัญหาได้ดีที่สุดคือ การทำการบำบัดอาการเสพติดโซเชียล หรือที่เรียกกันในอีกชื่อว่า Social Media Detox

                โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้อธิบายว่า Social Media Detox คือ การหลีกเลี่ยงหรือลดความถี่ในการใช้งาน
โซเชียลมีเดียทุกชนิด และอาจตั้งเป้าหมายเป็นระยะสั้น กลาง และยาว เช่น 24 ชั่วโมง 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนเป็นต้น โดยการบำบัดนี้จะเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตตามความเหมาะสมของแต่ละคน ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมและสภาพจิตใจข้างในให้สมดุล ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลและยกระดับชีวิตทำให้สามารถมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัวได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การทำ Social Media Detox จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวรวมถึงคนรอบข้าง และยังช่วยให้เกิดสมาธิที่ดี ซึ่งจะทำให้การทำงานในแต่ละวันของเราเกิดความคิดสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการห่างจากหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ จะสามารถช่วยในเรื่องของการลดภาระทางสายตา ทำให้สามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเพียงพอ ซึ่งจะมีส่วนช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจให้ดีขึ้นตามลำดับ

อย่างไรก็ตามโปรแกรม Social Media Detox ไม่ได้บังคับว่าทุกคนบนโลกต้องห้ามใช้สมาร์ทโฟนหรือโซเชียลมีเดียทั้งหมด เพราะสิ่งสำคัญคือการชี้ให้เราเห็นถึงปัญหาหรือผลกระทบที่จะตามมา เพื่อที่จะได้นำมาปรับพฤติกรรมการใช้
สมาร์ทโฟนหรือโซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน และหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งรอบข้างให้มากขึ้น ใช้เทคโนโลยีแต่พอประมาณ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป