Apple Watch นาฬิกาที่ไม่ใช่นาฬิกาแต่เป็นผู้ช่วยชีวิต

อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ หรือ Wearables แม้ว่าหลายคนจะซื้อไปใส่ด้วยเหตุผลด้านแฟชั่นความงาม แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ซื้อไปใส่เพื่อสุขภาพจริง ๆ และไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการลดน้ำหนัก เพราะมันสามารถช่วยให้เขารอดพ้นจากช่วงเวลาความเป็นความตายได้เลย

ในช่วงแรกที่นวัตกรรมอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable) ได้เปิดตัวออกมา หลาย ๆ คนมองว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นเพียงแค่เครื่องประดับที่ให้อารมณ์ด้านเทคโนโลยี และซื้อไปใส่ด้วยเหตุผลด้านแฟชั่นความงามเท่านั้น แต่ด้วยการพัฒนาไอเดียทางนวัตกรรมให้กลายมาเป็นอุปกรณ์เพื่อสุขภาพและการแพทย์ เช่น ระบบการโทรออกอัตโนมัติเมื่อตรวจจับการล้ม หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับการเต้นผิดปกติของหัวใจ ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มมองเห็นความสำคัญกันมากขึ้น โดยหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากนั่นคือ Apple Watch

นอกจาก Apple Watch จะเป็นนาฬิกาอัจฉริยะที่ช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ จาก
สมาร์ทโฟนแล้ว จุดเด่นสำคัญอีกอย่างที่ขาดไปไม่ได้เลยคือเรื่องสุขภาพ เพราะ Apple Watch จะช่วยนำข้อมูลอายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และตรวจสอบการเต้นของหัวใจ เพื่อนำไปวิเคราะห์และแจ้งเตือนคำแนะนำด้านสุขภาพที่ดี

แล้วเชื่อหรือไม่ว่า Apple Watch เคยช่วยคนให้รอดพ้นจากอันตรายมาแล้วจริง ๆ

                Deanna Recktenwald นักศึกษาที่อาศัยอยู่ในรัฐฟลอริดา ได้รับการแจ้งเตือนจาก Apple Watch ว่า มีสภาวะหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ โดยสูงไปถึงกว่า 190 ครั้งต่อนาที แถมเหตุการณ์ดังกล่าวดันเกิดขึ้นในขณะอยู่ที่โบสถ์ ทำให้เจ้าตัวเกิดความสงสัยเพราะการที่นั่งสวดภาวนาไม่มีทางทำให้หัวใจเต้นแรงขนาดนี้ได้ จึงได้ลองปรึกษาแพทย์ดู ในภายหลังแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง โดยหากปล่อยไว้นานกว่านี้เพียงนิดเดียว อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้

                ไม่เพียงเท่านั้น ชายชาวนิวยอร์กอย่าง William Monzidelis ก็เป็นอีกคนที่เคยได้พบเจอกับประสบการณ์นี้ โดยอยู่ ๆ เขาก็เกิดอาการเวียนหัว และเริ่มมีเลือดซึมออกมาขณะไอ หรือแม้กระทั่งตอนถ่ายหนักในห้องน้ำ จากนั้น Apple Watch จึงได้แจ้งเตือนให้เขาเข้ารับการรักษาจากแพทย์ทันที ซึ่งแพทย์ได้วินิจฉัยว่าเขาเป็นแผลในกระเพาะอาหาร แถมหากมาช้ากว่านี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะร่างกายได้สูญเสียเลือดไปกว่า 80%

โดยไม่ใช่แค่เพียงแต่ Apple Watch เท่านั้น หากเรามีอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะเหล่านี้ แล้วหมั่นตรวจเช็คถึงค่าแจ้งเตือนที่ผิดปกติแล้วละก็ จะสามารถช่วยให้เราดูแลรักษาสุขภาพให้กับตัวเราเองได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน แล้วหากวันใดเกิดการแจ้งเตือนขึ้นมาจริง ๆ  ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นถึงเราจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปมากกว่านี้อีกเพียงใดก็ตาม มันก็คงไม่สามารถช่วยอะไรเราได้ตราบใดที่เรายังไม่ดูแลตัวเอง เพราะต้องไม่ลืมว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงแค่ตัวช่วยอำนวยความสะดวกเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้บริการจะเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด